ข้อมูลทั่วไป

เว็บไซต์สำนักงานเกษตรอำเภอ

แจ้งเตือนการระบาดศัตรูพืช เดือนมีนาคม 2561

วันที่ 28 มีนาคม 2561 สำนักงานเกษตรอำเภอซำสูง

ขอแจ้งเตือนการระบาดศัตรูพืช เดือนมีนาคม 2561

 

    จังหวัดขอนแก่นมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 123,020 ไร่ เกษตรกร 14,425 ราย โดยแบ่งเป็นในเขต ชลประทาน 84,767 ไร่ นอกเขตชลประทาน 38,263 ไร่ ใน 15 อำเภอ พื้นที่ปลูกมากที่สุดได้แก่ อำเภอเมือง ขอนแก่น 51,540ไร่ รองลงมาอ ำเภอน้ำพอง 49,129 ไร่ และอำเภอบ้านแฮด 4,950 ไร่ ตามลำดับ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น ออกสำรวจสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าว ตามแผนเฝ้าระวังการระบาดศัตรูข้าวในฤดูนาปรัง ปี 2560/2561 ในเขตท้องที่อำเภอเมืองขอนแก่น และอำเภอน้ำพอง พบว่าระยะการเจริญเติบโตของข้าวส่วนใหญ่อยู่ในระยะกล้า – แตกกอ (อายุ 20-35 วัน) ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม และปักดำโดยใช้เครื่องปักดำสภาพอากาศโดยทั่วไปร้อนสลับฝน ศัตรูพืชที่พบกลุ่มไข่ ของหอยเชอรี่ ที่ตำบลหนองตูมอำเภอเมืองขอนแก่น โรคและแมลงชนิดอื่นๆ ยังไม่พบการเข้าทำลาย การคาดการณ์ข้าวในระยะแตกกอมีศัตรูสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้

ศัตรูที่สำคัญ ลักษณะการทำลาย การเฝ้าระวังและการป้องกันกำจัด

 

 

1. หนอนกอข้าว

ซึ่งมี 4 ชนิดได้แก่

1.1 หนอนกอข้าวสีครีม (yellow stem borer)

1.2 หนอนกอแถบลาย (striped stem borer)

1.3 หนอนกอแถบลายสีม่วง (dark-headed stem borer)

1.4 หนอนกอสีชมพู (pink stem borer)

หนอนกอข้าวทั้ง 4 ชนิดทำลายข้าว ลักษณะเดียวกันโดยหลังหนอนฟักจาก ไข่จะเจาะเข้าทำลายกาบใบก่อน ทำให้กาบ ใบมีสีเหลืองหรือสีน้ำตาล ซึ่งจะเห็นเป็น อาการช้ำๆ เมื่อฉีกกาบใบดูจะพบตัว หนอน เมื่อหนอนโตขึ้นจะเข้ากัดกินส่วน ของลำต้น ทำให้เกิดอาการใบเหี่ยวใน ระยะแรก ใบและยอดที่ถูกทำลายจะเหลือง ในระยะต่อมา ซึ่งการทำลายในระยะข้าว แตกกอนี้ทำให้เกิดอาการ “ยอดเหี่ยว” (deadheart) ถ้าหนอนเข้าทำลายในระยะ ข้าวตั้งท้องหรือหลังจากข้าวออกรวงจะทำ ให้เมล็ดข้าวลีบทั้งรวง และรวงข้าวมีสีขาว เ รี ย ก อ า ก า ร นี้ ว่ า“ข้ า ว หั ว ห ง อ ก” (whitehead)

1. หมั่นสำรวจแปลงข้าวอย่างสม่ำเสมอ

2. เผาตอซังหลังการเก็บเกี่ยว ไขน้ำท่วมและ ไถดินเพื่อทำลายหนอนและดักแด้ของหนอน กอข้าวที่อยู่ตามตอซัง

3. ปลูกพืชอื่นเพื่อตัดวงจรชีวิตของหนอนกอ ข้าว ปลูกพืชหมุนเวียน

4. ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ทำให้ ใบข้าวงามหนอนกอชอบวางไข่

5. ใช้แสงไฟล่อตัวเต็มวัยและทำลาย เมื่อมี การระบาดรุนแรง

6. เมื่อพบอาการข้าวยอดเหี่ยวในระยะข้าว อายุ 3 - 4 สัปดาห์ หลังหว่าน/ปักดำในระดับ 10 - 20 % ให้ใช้สารชนิด พ่นน้ำ เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 20% อีซี) อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วแปลงเพียงครั้ง เดียว

 

 

2. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถ ทำลายต้นข้าวในทุกระยะของการ เจริญเติบโต เช่นระยะกล้า ระยะแตก กอ ระยะออกรวง ตั้งแต่ตัวอ่อนจนถึง ตัวเต็มวัยสามารถทำลายต้นข้าวได้ อย่างรุนแรง โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจาก ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลือง เหี่ยวแล้ว แห้งเป็นสีน้ำตาลแก่คล้ายน้ำ ร้อนลวกที่เรียกว่า hopper burn ต้น กล้า และต้นข้าวที่กำลังแตกกอที่ถูก ทำลายจะแห้งตาย ต้นข้าวที่ออกรวง แล้วจะมีเมล็ดไม่สมบูรณ์และมีน้ำหนัก เบาล้มง่ายประชากรเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาลพบมากในพันธุ์ข้าวที่ต้นเตี้ยและ แตกกอมาก เนื่องจากมีจำนวนต้นข้าว ให้แมลงดูดกินมาก และจะระบาด รุนแรงในระหว่างเดือนที่มีอากาศร้อน ความชื้นสูง นอกจาการทำลายข้าว โดยตรงแล้วแมลงชนิดนี้ยังเป็นพาหะ นำโรคใบหงิก (ragged stunt) และโรค เขียวเตี้ย (grassy stunt) มาสู่ต้นข้าว เป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่าง มาก

1. ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เช่น กข 6 กข 31 กข 41 กข 47 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 90 พิษณุโลก 2 และไม่ควรปลูกพันธุ์ เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ควรปลูกสลับกัน ระหว่างพันธุ์ต้านทานสูง กับพันธู์ต้านทานสูง กับ พันธุ์ทนทานหรือพันธุ์อ่อนแอปานกลางโดย พิจารณาอายุเก็บเกี่ยวให้ใกล้เคียงกันเพื่อลดความ เสียหายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง

2. สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำ องค์ประกอบต่างๆ ของระบบนิเวศในแปลงนาน ามา วิเคราะห์ตัดสินใจด้วยตนเองในการจัดการแปลง จากสถานการณ์จริง

3. ในแหล่งที่มีการระบาดและควบคุมระดับน้ำ ในนาได้หลังปักดำหรือหว่าน 2 - 3 สัปดาห์จนถึง ระยะตั้งท้องควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ ให้แห้งเองสลับกันไป จะช่วยลดการระบาดได้

4. ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา 1 กก. (2 ถุง)ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในบริเวณที่พบเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลและควรฉีดพ่นในเวลาเย็น

5. หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่แนะนำ สำหรับข้าวระยะกล้าถึงแตกกอ (อายุ 30 - 45 วัน) - บูโพรเฟซิน 25 % WP 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร - บูโพรเฟซิน 10 % WP 25 กรัม/น้ำ 20 ลิตร - บูโพรเฟซิน 5 % WP + ไอโซโปรคาร์บ 20 % WP 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

 

 

3. โรคไหม้ข้าว

การระบาดในระยะกล้าถึงแตกกอจะ พบใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มี สีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของ แผลประมาณ 2 - 5 มม. และความ ยาวประมาณ 10 - 15 มม. แผล สามารถขยายลุกลามและกระจายทั่ว บริเวณใบถ้าโรครุนแรงกล้าข้าวจะแห้ง ฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้ 1. สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอถ้าพบอาการ ของโรคไหม้ข้าวควรให้ปฏิบัติดังนี้ 1.1 ใช้เชื้อบีเอส (บาซิลลัส ซับทีลิส) พ่น อัตราตามคำแนะนำในฉลาก 1.2 ใช้เชื้อไตรโครเดอร์มาอัตรา 1 กก./น้ำ 200 ลิตรพ่น

2. ถ้ามีความจำเป็นให้ใช้สารเคมีพ่นเฉพาะจุดที่ พบการระบาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจาย ขยายเป็นวงกว้าง ออกไป สำหรับสารเคมีที่ใช้ ได้แก่ - อิดิเฟนฟอส 50 % อีซี อัตรา 20 - 25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร - บลาสติซิดิน - เอส 2 % อีซี อัตรา 20 - 25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร - ไตรไซคราโซล 75 % ดับบลิวพี อัตรา 10 - 16 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรค ระบาดมาก่อนการใช้สารเคมีพ่นซ้ำกันหลายครั้ง เชื้อราจะต้านทานสารเคมีหรือดื้อยา ดังนั้น เพื่อ ป้องกันไม่ให้เชื้อราต้านทานสารเคมีจึงควรเลือกใช้ สารเคมีบางชนิดพ่นสลับกันทั้งนี้ในการใช้สารเคมี ควรใช้ ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัย ต่อตัวผู้ใช้และสภาพแวดล้อม

3. หว่านเมล็ดพันธุ ในอัตราที่เหมาะสม 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ ควรแบ่งแปลงให้มีการถ่ายเท อากาศได้ดี

4. คลุกเมล็ดพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล คาซูกาไมซิน คาร เบนดาซิม โพรคลอราซ อัตราตามคำแนะนำในฉลาก

 

ขอขอบคุณข่าวจากสำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น

28 มีนาคม 61 15:55:03